‘พีทีจี เอ็นเนอยี’ ไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นผิดหวัง โชว์กำไรสุทธิปี 2567 พุ่งแตะ 1,042 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมเท่ากับ 225,813 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณการขายน้ำมันผ่านทุกช่องทางทุบสถิติสูงสุดใหม่อยู่ที่ 6,708 ล้านลิตร มาจากยอดขายผ่านสถานีบริการ PT ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 6,548 ล้านลิตร เติบโตถึง 12.9% สูงกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมมากกว่า 10 เท่า และครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 21.9% ขณะที่ธุรกิจ Non-Oil เติบโตอย่างโดดเด่นจากกาแฟพันธุ์ไทยที่ขยายสาขาได้เกินเป้า พร้อมตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้จะมีสาขากว่า 2,000 สาขา ด้านบอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเพิ่มอีกอัตราหุ้นละ 0.25 บาท กำหนดจ่ายวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ ฟากซีอีโอ “พิทักษ์ รัชกิจประการ” ประเมินแนวโน้มธุรกิจปี 2568 ยังสดใสจากธุรกิจ Non-Oil ที่เติบโตโดดเด่น ชูกาแฟพันธุ์ไทยยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญจากแผนขยายสาขา และยอดสมาชิกบัตร PT Max Card และ PT Max Card Plus ที่เพิ่มขึ้น พร้อมตั้งเป้ายอดขายน้ำมันปีนี้โต 5-10%
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2567 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,042 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากงวดปีก่อน และมีกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานอยู่ที่ 0.61 บาทต่อหุ้น ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมาจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 27,002 ล้านบาท เป็น 225,813 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจ Oil ที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่ยังคงสร้างสถิติยอดขายสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องเป็น 6,708 ล้านลิตร เติบโต 12.5% คิดเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT จำนวน 6,548 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 12.9% จากปีก่อน สูงกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมมากกว่า 10 เท่า
ทั้งนี้เนื่องจากภาพรวมปริมาณการใช้น้ำมันของประเทศผ่านสถานีบริการมีการเติบโตเพียง 0.4% จากปีก่อน ส่งผลทำให้บริษัทฯ ครองส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการเพิ่มขึ้นเป็น 21.9% เทียบกับปีก่อนหน้าอยู่ที่ 19.5% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth: SSSG) ผ่านกลุ่มลูกค้าสมาชิก Max Card และ Max Card Plus (กลุ่มลูกค้าสมาชิก) เป็นหลัก รวมถึงบริษัทฯ มีการขยายสถานีบริการน้ำมัน PT เพิ่มขึ้น 1.3% YoY เป็น 2,229 สถานี
นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Non-Oil เท่ากับ 17,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.2% จากปีก่อน โดยธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย มีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นที่ 82.6% จากปีก่อนเป็น 2,266 ล้านบาท การเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยมาจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น 465 สาขา จาก 882 สาขา เป็น 1,347 สาขา เพิ่มขึ้น 52.7% หรือคิดเป็นการขยายเฉลี่ย 1.3 สาขาต่อวัน รวมถึงการใช้บริการอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มลูกค้าสมาชิกเป็นหลัก ผ่านการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปี 2567 มีจำนวน 14,770 ล้านบาท เติบโต 14.3% จากปีก่อน การเพิ่มขึ้นหลัก ๆ มาจากธุรกิจ Non-Oil ที่เติบโต 34.5% เป็น 3,688 ล้านบาท เป็นผลมาจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยมีการเติบโตของกำไรขั้นต้น 80.2% เป็น 1,207 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจ Oil มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 902 ล้านบาท หรือ 8.9 % จากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
จากผลการดำเนินงานงวดปี 2567 ที่ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดปี 2567 ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 584,500,000 บาท โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท ดังนั้นบริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในครั้งนี้อีกในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ซึ่งการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25 เมษายน 2568
นายพิทักษ์ กล่าวถึงทิศทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ในปี 2568 เชื่อว่าจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2567 ซึ่งปีนี้บริษัทฯ ยังคงเน้นการขยายเครือข่ายธุรกิจในทุกมิติ พร้อมพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันธุรกิจ Oil ไว้ที่ 5-10% จากปีก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายสถานีบริการ การพัฒนาคุณภาพบริการ และการเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าผ่านโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ รวมถึงปัจจัยมหภาคยังมีบทบาทสำคัญต่อแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในปี 2568 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 2.3%-3.3%
สำหรับปัจจัยภายใน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายสถานีบริการ PT อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นขยายสาขาในทำเลที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการ Renovate สถานีบริการและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การเติบโตของฐานสมาชิก PT Max Card และ PT Max Card Plus ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 25 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของยอดจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ PT โดยตรงจากพฤติกรรมการใช้ซ้ำและสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
พร้อมกันนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสถานีบริการให้ทันสมัย รองรับทั้งระบบดิจิทัลและการให้บริการที่ครบวงจร เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้เหนือกว่าการเป็นเพียงสถานีเติมน้ำมัน โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสถานีบริการให้ครบ 2,279 สาขา ภายในสิ้นปีนี้ 2568
ส่วนธุรกิจ Non-Oil ปี 2568 ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ (ไม่รวม LPG) ที่ 40-50% จากปีก่อน โดยมุ่งเน้นขยาย Touchpoints อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้า โดยมีเป้าหมายขยายธุรกิจ Non-Oil (ไม่รวมธุรกิจ LPG) เป็น 2,978 สาขา ซึ่งรวมถึงการขยายร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีอยู่กว่า 2,000 สาขา และเพิ่ม Touchpoints อื่นๆ ภายใต้ธุรกิจ Non-Oil เป็น 1,031 สาขา
ทั้งนี้กาแฟพันธุ์ไทยยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของธุรกิจ Non-Oil ด้วยการขยายสาขาอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยใช้กลยุทธ์การเลือกทำเลที่มีศักยภาพสูง เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าเป้าหมาย ฐานข้อมูลสมาชิก PT Max Card และ PT Max Card Plus ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ สามารถกำหนดพื้นที่ขยายสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นไปยังทำเลที่มีศักยภาพ เช่น ย่านใจกลางเมือง (CBD), หัวเมืองหลักในจังหวัดต่างๆ, ศูนย์การค้า, ห้างสรรพสินค้า, สถานที่ราชการ, โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย เป็นต้น
โดยการเติบโตของกาแฟพันธุ์ไทยไม่ได้มาจากเพียงการขยายสาขาเท่านั้น แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของ SSSG ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการของลูกค้าสมาชิกและบุคคลทั่วไปที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค จากกลยุทธ์ดังกล่าวคาดว่าสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil จะอยู่ที่ 30-35% ของกำไรขั้นต้นรวมของบริษัท เพิ่มขึ้นจาก 25% ในปี 2567 นอกจากนั้นกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ที่สูงขึ้นยังเกิดจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง และการพัฒนาแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการใช้บริการซ้ำ
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยาย Autobacs, Max Mart และ Subway ซึ่งเป็น Touchpoints สำคัญที่ช่วยเสริมระบบนิเวศทางธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย Autobacs จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ Max Mart ขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่เข้าถึงง่ายและ Subway ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านอาหารเพื่อสุขภาพให้กับลูกค้าในสถานีบริการน้ำมันและพื้นที่เชิงพาณิชย์
ด้านนายรังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการเงินและความยั่งยืน บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ ตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม จึงผนวกความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อหวังเชื่อมให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงชีวิตที่ “อยู่ดี มีสุข”ในทุกด้านของช่วงชีวิต ด้วยจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างยังยืนในทุกมิติ เพื่อเน้นย้ำความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการดำเนินงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 4/2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการต่างๆ ด้วยเจตนารมณ์ในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี ในการดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน อาทิ การจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “ค่ายอาสา PT ทำจริงไม่ทิ้งกัน” ซึ่งเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนให้อยู่ดีมีสุข, ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์รับซื้อสินค้าเกษตรต่างๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากผลผลิตล้นตลาดและนำมาจัดแคมเปญให้กับลูกค้าบัตรสมาชิก Max Card ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างความยั่งยืนให้เกษตรไทย
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนิน โครงการ “พีที ปลูกป่าสร้างสุขสู่ชุมชน” ถือเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอีกด้วย